Image of bowl of fruit

การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและน้ำตาลในอาหาร

เนื้อหาที่เขียนโดย จูเลียต เคลโลว์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกันประกอบไปด้วยเครือข่ายที่ซับซ้อนของเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ เช่นเม็ดเลือดขาว ระบบน้ำเหลือง ไขกระดูก ม้าม และต่อมไทมัส ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อตรวจจับและตอบสนองต่อสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย ช่วยป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ สิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย ได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส สารพิษ สิ่งแปลกปลอม และการบาดเจ็บทางร่างกาย นอกจากนี้ ระบบภูมิคุ้มกันยังตอบสนองต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย เช่น การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งได้  องค์กรอนามัยโลก (World Health Organisation หรือ WHO) ให้คำจำกัดความของภูมิคุ้มกันว่า เป็นความสามารถของร่างกายในการต้านทานโรค โดยระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคที่เป็นอันตราย (1) ซึ่งภูมิคุ้มกันสามารถแบ่งออกได้เป็น สอง ประเภทหลัก ได้แก่

ภูมิคุ้มกันชนิดนี้เป็นด่านแรกในการป้องกันร่างกายจากสิ่งที่อาจเป็นอันตราย และเป็นภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ตั้งแต่แรกเกิด โดยประกอบด้วยผิวหนังและเยื่อเมือกบาง ๆ ที่บุอยู่ภายในช่องปาก จมูก ทางเดินหายใจ ปอด และระบบทางเดินอาหาร ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางกายภาพ ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคและสิ่งที่เป็นอันตรายเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ยังรวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดที่สามารถตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมหรือภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว แต่เป็นการตอบสนองแบบไม่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อโรคใดชนิดหนึ่ง

ภูมิคุ้มกันชนิดนี้จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นตลอดช่วงชีวิต หลังจากร่างกายได้รับเชื้อโรคบางชนิดหรือได้รับวัคซีน ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโดยนำสารที่เกี่ยวข้องกับเชื้อก่อโรค หรือส่วนประกอบของเชื้อเข้าสู่ร่างกายในรูปแบบที่ปลอดภัย ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โรคหัด ไข้หวัดใหญ่ โรคงูสวัด โรคไอกรน โรคคอตีบ โรคบาดทะยัก โรคโปลิโอ และการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนโลมา (HPV)

เมื่อร่างกายพบสิ่งที่เป็นอันตรายชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ไวรัส ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการสร้างแอนติบอดี (Antibodies) ที่สามารถจับกับสิ่งแปลกปลอมนั้นได้อย่างจำเพาะ เจาะจง เพื่อช่วยให้ร่างกายกำจัดสิ่งที่เป็นอันตรายออกไป นอกจากนี้ระบบภูมิคุ้มกันยังสามารถจดจำเชื้อโรคที่เคยพบผ่านเซลล์ความจำของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและช่วยจำกัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากได้รับเชื้อชนิดเดิมอีกครั้ง (2)

การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่ตรวจจับและกำจัดสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยรูปแบบการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันจะ แตกต่างกันไปตามชนิดของสิ่งที่ร่างกายเผชิญ ตัวอย่างเช่น ไวรัส แบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองในรูปแบบที่แตกต่างกัน 

การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันบางรูปแบบทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ซึ่งมักทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น บวม แดง และเจ็บปวด ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ การถูกแมลงต่อยหรือกัด และการติดเชื้อในลำคอ การอักเสบลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นเพียงชั่วคราว โดยมีจุดประสงค์เพื่อกำจัดสาเหตุของการบาดเจ็บหรือการติดเชื้อ และเริ่มกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นอันตรายบางชนิดอาจกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบออกมาอย่างต่อเนื่อง (3, 4) ตัวอย่างเช่นการสะสมของไขมันและสารอื่น ๆ บริเวณผนังหลอดเลือดแดง ซึ่งเรียกว่าคราบพลัค (Plaque) สามารถกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และทำให้เกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไป การอักเสบนี้อาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงเสียหายมากขึ้น ส่งผลให้คราบพลัคสะสมเพิ่มขึ้น และเกิดเป็นวงจรที่การสะสมของคราบพลัค กระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบมากขึ้น ขณะที่การอักเสบก็ยิ่งทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหายมากขึ้นตามไปด้วย (5)

การอักเสบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในลักษณะนี้ มักเรียกว่า การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (Low-grade chronic inflammation) ซึ่งโดยทั่วไปจะค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่มีอาการที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน งานวิจัยพบว่าภาวะดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต่าง ๆ เช่นโรคหัวใจและหลอดเลือด (6, 7) โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (8)ภาวะสมองเสื่อมและโรคมะเร็ง (10)

การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในแต่ละคนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม ประวัติการติดเชื้อที่ผ่านมา และการได้รับวัคซีน นอกจากนี้  ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน 

ภาวะสุขภาพและโรคหลายชนิดยังมีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ตัวอย่างเช่น โรคภูมิแพ้เกิดขึ้นเมื่อ ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อสารที่โดยปกติไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากเกินไป ส่วนโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง เช่นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคลูปัส (Lupus) หรือโรคพุ่มพวง เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และเข้าโจมตีเซลล์ที่มีสุขภาพดีของร่างกายโดยไม่ได้ตั้งใจ (13)

Image of someone eating fruit
การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันมีจำนวนลดลงหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้การเจ็บป่วย ภาวะอ้วน การใช้ยาบางชนิด และพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเช่นกัน โดยปัจจัยต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ความเครียดเรื้อรัง การนอนหลับไม่เพียงพอ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การขาดการออกกำลังกาย การออกกำลังกายหนักเกินกว่าที่ร่างกายจะฟื้นตัวได้ทัน และการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ (11, 12)

อาหารส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร

สารอาหารหลายชนิดมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ตามปกติ เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี ทองแดง ซีลีเนียม และวิตามิน เอ บี 6 บี 9 (โฟเลต) บี 12 ซี และดี นอกจากนี้ สารอาหารบางชนิด เช่น วิตามิน บี 2 บี 3 และบี 7 (ไบโอติน) ยังมีส่วนช่วยรักษาสุขภาพของผิวหนังและเยื่อเมือกให้ทำงานได้ตามปกติ ซึ่งเป็นด่านแรกในการป้องกันร่างกายจากสิ่งที่เป็นอันตราย โดยวิตามิน ซีและสังกะสีก็มีความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพผิวหนังเช่นกัน (14, 15) 

งานวิจัยชี้ให้เห็นให้ กรดไขมันโอเมกา 3 ชนิดสายยาว ซึ่งพบได้ตามธรรมชาติในปลาที่มีไขมันสูง อาจมีส่วนช่วยควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โดยส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ ยังพบความสัมพันธ์ระหว่างระดับกรดไขมันโอเมกา 3 ชนิดนี้ที่สูงขึ้นในเลือดกับระดับสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในเลือดที่ลดลง ซึ่งอาจบ่งชี้ว่ากรดไขมันโอเมกา 3 มีส่วนช่วยควบคุมการอักเสบในร่างกาย อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจน (16, 17, 18)

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มมากขึ้นชี้ให้เห็นว่า ลำไส้และระบบภูมิคุ้มกันทำงานร่วมกันเพื่อช่วยป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ โดยงานวิจัยพบไมโครไบโอมในลำไส้ที่มีความหลากหลายและสมดุลมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้หลายด้าน เช่น ช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียที่เป็นอันตรายเพิ่มจำนวนจนมีมากเกินไป ช่วยรักษาความแข็งแรงของเยื่อบุลำไส้ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน ควบควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และมีส่วน เกี่ยวข้องกับการควบคุมการอักเสบในร่างกาย (19)

Image of the gut surrounded by healthy food
ไมโครไบโอมในลำไส้ประกอบด้วยจุลินทรีย์ขนาดเล็กหลายล้านล้านตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ รวมถึงสารต่าง ๆ ที่จุลินทรีย์เหล่านี้ผลิตขึ้น โดยไมโครไบโอมในลำไส้ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอาหารที่รับประทาน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือที่สุดในปัจจุบันสนับสนุนการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยใยอาหารจากพืชหลากหลายชนิด เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเมล็ดแห้ง ผลไม้ ผัก ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืชต่าง ๆ นอกจากนี้ อาหารจากพืชหลายชนิดยังอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารประกอบที่พบได้ตามธรรมชาติในพืช เช่น ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) โดยงานวิจัยบางส่วนชี้ให้เห็นว่าสารเหล่านี้อาจมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบในร่างกาย (22)

งานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการรับประทานอาหารพบอย่างต่อเนื่องว่าการรับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean diet) ซึ่งเน้นอาหารที่หลากหลาย เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ผลไม้ ผัก ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช ปลา และน้ำมันมะกอก โดยรับประทานเนื้อสัตว์ ไข่ และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมในปริมาณน้อยถึงปานกลาง มีความสัมพันธ์กับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นและระดับการอักเสบในร่างกายที่ลดลดลง (23) การรับประทานอาหารรูปนี้มักช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญ เช่น ใยอาหาร กรดไขมันโอเมกา 3 ชนิดสายยาว รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ การทบทวนงานวิจัยจากการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (Randomised controlled trials) เมื่อไม่นานมานี้ยังพบว่า การรับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีความสัมพันธ์กับระดับตัวบ่งชี้การอักเสบหลายชนิดที่ลดลดลง ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าการรับประทานอาหารรูปแบบนี้มีส่วนช่วยป้องกันการอักเสบเรื้อรังได้ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลดังกล่าว (24)

ในทางตรงกันข้าม รูปแบบการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งมักมีไขมันอิ่มตัวและคาร์โบไฮเดรตขัดขัดสีในปริมาณสูง แต่มีใยอาหาร ผลไม้ และผักในปริมาณน้อย พบว่ามีความสัมพันธ์กับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ด้อย (25) และระดับการอักเสบในร่างกายที่สูงขึ้น (26, 27) อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเชิงสังเกต ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสาเหตุและผลโดยตรง ถึงกระนั้น การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ และมักมีใยอาหารในปริมาณน้อย ซึ่งในอาหารมีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ 

Image of ice lollies

น้ำตาลในอาหารกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

สื่อทั่วไปมักกล่าวว่า การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมวิธีการที่เรียกว่า ดีท็อกซ์น้ำตาล (Sugar detox) หรือการงดบริโภคน้ำตาลเพื่อหวังผลในการลดการอักเสบ หรือกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างเหล่านี้มักเกินจริงและยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอสนับสนุน

เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันใช้กลูโคสเป็นแหล่งพลังงาน โดยสามารถใช้กรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีน และกรดไขมันเป็นแหล่งพลังงานได้เช่นกัน ทั้งนี้ ความต้องการพลังงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันจะเพิ่มขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นให้ทำงาน เช่น ในช่วงที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ (15) กลูโคสเหล่านี้ได้มาจากการย่อยคาร์โบไฮเดรตในระบบทางเดินอาหาร ก่อนจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและลำเลียงไปยังเซลล์ต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานหรือเก็บสะสมไว้ใช้ในภายหลัง เนื่องจากกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ข้อกล่าวอ้างที่แพร่หลายในสื่อว่า น้ำตาลเป็นอันตรายต่อระบบภูมิคุ้มกัน หรือ การงดน้ำตาลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุปัจจุบันที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ 

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างน้ำตาลในอาหารกับการอักเสบยังมีจำกัด แม้ว่างานวิจัยบางส่วนจะพบความความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงโดยเฉพาะจากเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล กับระดับตัวบ่งชี้การอักเสบในเลือดที่สูงขึ้น แต่หลักฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากการศึกษาเชิงสังเกต (28, 29) ซึ่งไม่สามารถยืนยันความสัมพันธ์ในเชิงสาเหตุและเหตุผลได้โดยตรง เนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิตอาจมีส่วนทำให้เกิดความสัมพันธ์ดังกล่าว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมจากการศึกษาวิจัยแบบทดลองที่มีการแทรกแซง เพื่อให้สามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจนมากขึ้น (30)

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มสามารถกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการตอบสนองด้านการเผาผลาญและระบบภูมิคุ้มกันในระยะสั้นได้ตามธรรมชาติ เนื่องจากร่างกายต้องย่อยและนำสารอาหารไปใช้ รวมถึงตรวจจับสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งการตอบสนองเหล่านี้ถือเป็นกระบวนการปกติและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ข้อกล่าวอ้างที่ว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดชั่วคราวหลังรับประทานอาหาร ซึ่งสื่อบางแห่งเรียกว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง (Glucose spikes) ทำให้เกิดการอักเสบที่เป็นอันตรายในผู้ที่มีสุขภาพดี จึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นเพียงพอสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงผิดปกติ (Hyperglycaemia) ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานหรือผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี อาจส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน (31) และมีความสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย (32)

Image of sugars on one side, and on the right side, fruit

สรุป

ปัจจุบันยังขาดหลักฐานจากงานวิจัยระยะยาวที่มีคุณภาพสูงเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเพียงอย่างเดียวส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออ่อนแอลงหรือเป็นสาเหตุของการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ในทางกลับกัน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่า รูปแบบการรับประทานอาหารโดยรวมมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันมากกว่าการพิจารณาอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง

ทบทวนครั้งล่าสุด: มิถุนายน 2026

กำหนดทบทวนครั้งถัดไป: มิถุนายน 2029

การอ้างอิง

1. World Health Organisation. WHO Definition of Immunity. Available at: publichealth.com.ng/who-definition-of-immunity/

2. Gov.UK. The Green Book, Chapter 1: Immunity and how vaccines work. Available at: https://www.gov.uk/government/publications/immunity-and-how-vaccines-work-the-green-book-chapter-1

3. Chavda VP, Feehan J and Apostolopoulos V. Inflammation: The Cause of All Diseases. Cells. 2024;13(22):1906.

4. Pahwa R, Goyal A and Jialal I. Chronic Inflammation. Available at: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK493173/

5. Libby P. Inflammation during the life cycle of the atherosclerotic plaque. Cardiovasc Res. 2021;117(13):2525–2536.

6. Hotamisligil GS. Inflammation and metabolic disorders. Nature. 2006;444 (7121):860–867. 

7. Mensah G al. Inflammation and Cardiovascular Disease: 2025 ACC Scientific Statement: A Report of the American College of Cardiology. J Am Coll Cardiol. 2025: 0735-1097(25)07555-2. 

8. Donath MY and Shoelson SE. Type 2 diabetes as an inflammatory disease. Nat Rev Immunol. 2011;11(2):98-107.

9. Xu G et al. Plasma C-reactive protein is related to cognitive deterioration and dementia in patients with mild cognitive impairment. J Neurol Sci. 2009;284(1-2):77–80. 

10. Tripathi S, Sharma Y and Kumar D. Unveiling the link between chronic inflammation and cancer. Metabol Open. 2025;25:100347. 

11. Zimmermann P Curtis N. Factors That Influence the Immune Response to Vaccination. Clin Microbiol Rev. 2019;32(2):e00084-18. 

12. Calder PC. Nutrition and immunity: lessons for COVID-19. Eur J Clin Nutr. 2021;75(9):1309-1318.

13. NIH. Disorders of the immune system. Available at: https://www.niaid.nih.gov/research/immune-system-disorders

14. European Commission. Food and Feed Information Portal Database. Available at: https://ec.europa.eu/food/food-feed-portal/screen/health-claims/eu-register

15. Calder PC. Feeding the immune system. Proc Nutr Soc. 2013;72(3):299-309. 

16. Bodur M et al. Immunomodulatory Effects of Omega-3 Fatty Acids: Mechanistic Insights and Health Implications. Mol Nutr Food Res. 2025;69(10):e202400752. 

17. Gutiérrez S, Svahn SL and Johansson ME. Effects of Omega-3 Fatty Acids on Immune Cells. Int J Mol Sci. 2019;20(20):5028. 

18. NIH. Dietary supplements for immune function and infectious disease. Fact sheet for health professionals. Available at: https://ods.od.nih.gov/factsheets/ImmuneFunction-HealthProfessional/#h71

19. Wiertsema SP et al. The Interplay between the Gut Microbiome and the Immune System in the Context of Infectious Diseases throughout Life and the Role of Nutrition in Optimizing Treatment Strategies. Nutrients. 2021;13(3):886.

20. Aslam H et al. Dietary interventions and the gut microbiota: a systematic literature review of 80 controlled clinical trials. J Transl Med. 2026;24(1):39. 

21. Khavandegar, A et al. Adherence to the Mediterranean diet can beneficially affect the gut microbiota composition: a systematic review. BMC Med Genomics. 2024;17(1):91. 

22. Sangiovanni E and Dell'Agli M. Special Issue: Anti-Inflammatory Activity of Plant Polyphenols. Biomedicines. 2020;8(3):64. 

23. Gynette L et al. Dietary Patterns Associated With Anti-inflammatory Effects: An Umbrella Review of Systematic Reviews and Meta-analyses. Nutr Rev. 2026;84(6):1167-1192. 

24. Keshani M et al. Mediterranean Diet Reduces Inflammation in Adults: A Systematic Review and Meta-analysis of Randomized Controlled Trials. Nutr Rev. 2025:nuaf213. 

25. Myles IA. Fast food fever: reviewing the impacts of the Western diet on immunity. Nutr J. 2014;13:61. 

26. Marina M et al. A posteriori dietary patterns and their association with systemic low-grade inflammation in adults: a systematic review and meta-analysis. Nutr Rev. 2021;79(3):331-350.

27. Minihane AM et al. Low-grade inflammation, diet composition and health: current research evidence and its translation. Br J Nutr. 2015;114(7):999-1012. 

28. de Koning L et al. Sweetened beverage consumption, incident coronary heart disease, and biomarkers of risk in men. Circulation. 2012;125(14):1735-41, S1. 

29. Hert KA et al. Decreased consumption of sugar-sweetened beverages improved selected biomarkers of chronic disease risk among US adults: 1999 to 2010. Nutr Res. 2014;34(1):58-65.

30. Della Corte KW et al. Effect of Dietary Sugar Intake on Biomarkers of Subclinical Inflammation: A Systematic Review and Meta-Analysis of Intervention Studies. Nutrients. 2018;10(5):606.

31. Lee Het al. Impact of hyperglycemia on immune cell function: a comprehensive review. Diabetol Int. 2024;15(4):745-760. 

32. Esposito K et al. Inflammatory cytokine concentrations are acutely increased by hyperglycemia in humans: role of oxidative stress. Circulation. 2002;106(16):2067-72. 

Disclaimer: The information on this page is for general information purposes only and should not be relied upon as medical, clinical or other professional advice. The WSRO is an international, member-based, not-for-profit organisation focused on the science of sugars and health. For more information about its members, please see our Members Directory.