Image of the gut

สุขภาพลำไส้และน้ำตาลในอาหาร

เนื้อหานี้เขียนโดย จูเลียต เคลโลว์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ

ทำความเข้าใขเกี่ยวกับลำไส้

ลำไส้ในที่นี้หมายถึงระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal tract หรือ GI tract) รวมไปถึง ช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน โดยทั้งหมดประกอบกันเป็นระบบย่อยอาหาร ซึ่งมีหน้าที่ในการย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารและน้ำ เพื่อนำไปใช้ในร่างกาย (1)

เมื่อพูดถึงลำไส้ คนส่วนใหญ่มักนึงถึงลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ขนาดเล็กหลายล้านตัว โดยเฉพาะแบคทีเรีย (2) จุลทรีย์เหล่านี้ รวมถึงสารต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น เรียกรวมกันว่า ไมโครไบโอมในลำไส้ (Gut Microbiome) (3)

ไมโครไบโอมในลำไส้     

ไมโครไบโอมในลำไส้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบอาหารทำงานได้ปกติ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้สามารถสร้างวิตามิน บี บางชนิด (4) และวิตามิน เค (5) รวมถึงช่วยย่อยส่วนประกอบของอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เช่น ใยอาหารและแป้งต้านทานการย่อย ผ่านกระบวนการหมัก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ลำไส้ทำงานและขับถ่ายได้ตามปกติ รวมไปถึงการก่อตัวของอุจจาระ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดสารที่เรียกว่า กรดไขมันสายสั้น (Short-Chain fatty acids หรือ SCFAs) ซึ่งมีส่วนช่วยปกป้องและเสริมความแข็งแรงของเยื่อบุลำไส้ (6)

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังชี้ให้เห็นว่าไมโครไบโอมในสำไส้อาจมีบทบาทอื่น ๆ ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพอีกหลายด้าน ตัวอย่างเช่น งานวิจัยในปัจจุบันพบว่า SCFAs อาจมีส่วนช่วยควบคุมการอักเสบในร่างกาย (7) นอกจากนี้ไมโครไบโอมในลำไส้ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยระบบภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่ในร่างกายนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับลำไส้ ไมโครไบโอมช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันได้หลายวิธี เช่น ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตราย ช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันพัฒนาและตอบสนองต่อสิ่งที่อาจเป็นอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยเสริมการป้องกันของระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย (8) 

งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ลำไส้และสมองมีการสื่อสารระหว่างกัน ผ่านระบบที่เรียกว่า แกนลำไส้และสมอง (Gut-Brain axis) ซึ่งทำให้นักวิทยาสตร์เริ่มให้ความสนใจต่อสุขภาพของลำไส้ ซึ่งอาจส่งผมต่อสุขภาพจิต อารมณ์ และโรคทางระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) และโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) (9) 

Image of the microbiome

ไมโครไบโอม

งานวิจัยในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของไมโครไบโอมในลำไส้อาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัว และหลอดเลือด โรคลำไส้อักเสบเรื้องรัง และโรคมะเร็งบางชนิด (10, 11) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเชิงสังเกต ซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่าไมโครไบโอมในลำไส้เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดโรคหรือสามารถช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยในมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพลำไส้

นักวิทยาศาสตร์พบแบคทีเรียหลายพันชนิดในไมโครไบโอมของลำไส้มนุษย์ แต่โดยทั่วไปแล้ว ในลำไส้ของแต่ละคนจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เพียงบางชนิดเท่านั้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (12) ชนิดของจุลินทรีย์ในลำไส้ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับพันธุกรรม วิธีการคลอด และอาหารที่ได้รับในช่วงแรกเกิด (13) นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่ส่งผลต่อชนิดของจุลินทรีย์ในลำไส้ เช่น อายุ สถานที่อยู่อาศัย มลภาวะ ความเครียด การนอนหลับ สุขอนามัย การเจ็บป่วย การใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาปฏิชีวนะและยาระบาย) อาหารที่รับประทาน แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และการออกกำลังกาย (14, 15) 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไมโครไบโอมในลำไส้ของแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัว และไม่มีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่สามารถกำหนดได้ว่าไมโครไบโอมที่ ดีต่อสุขภาพ หรือ เหมาะสมที่สุด สำหรับทุกคน (16) อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการรักษาความหลากหลายและสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้มีความสำคัญต่อสุขภาพลำไส้ หากความสมดุลนี้ถูกรบกวน เช่น เมื่อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นจนมากกว่าแบคทีเรียอื่น ๆ ภาวะนี้เรียกว่า ภาวะเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Dysbiosis) ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติของระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเสีย และปวดท้อง รวมถึงอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกายได้อีกด้วย (17)

อาหารส่งผลต่อสุขภาพลำไส้อย่างไร

อาหารที่เราประทานมีบทบาทสำคัญต่อความหลากหลายและความสมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้:

ใยอาหารเป็นคำที่ใช้เรียกรวมคาร์โบไฮเดรตหลายชนิดที่พบในอาหารจากพืช เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ผลไม้ ผัก ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืชต่าง ๆ โดยใยอาหารเหล่านี้ไม่สามารถย่อยได้ในลำไส้เล็ก จึงเคลื่อนผ่านไปยังลำไส้ใหญ่ ซึ่งใยอาหารบางชนิดจะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียในลำไส้ผ่านกระบวนการหมัก และมักเรียกว่า พรีไบโอติก (Prebiotics) ส่วนใยอาหารชนิดอื่น ๆ ช่วยเพิ่มปริมาณและทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น ส่งผลให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ใยอาหารบางชนิดยังช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด หรือช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (18)

งานวิจัยในปัจจุบันพบว่า สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) หลายชนิด ซึ่งเป็นสารประกอบที่พบได้ตามธรรมชาติในอาหาร เช่น ผลไม้ ผัก ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช ชา และโกโก้ สามารถเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ และมีปฏิสัมพันธ์กับไมโครไบโอมในลำไส้ได้ (19)

น้ำมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะในลำไส้ใหญ่ น้ำช่วยป้องกันอาการท้องผูกด้วยการทำให้อุจจาระนุ่มและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น (20) นอกจากนี้ งานวิจัยเบื้องต้นบางส่วนยังชี้ให้เห็นว่า การได้รับน้ำไม่เพียงพออาจส่งผลต่อความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ได้ (21)

โพรไบโอติก (Probiotics) คือจุลินทรีย์ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า แบคทีเรียดี หรือ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ โดยจุลินทรีย์เหล่านี้สามารถเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้อยู่แล้ว (22)

อาหารและเครื่องดื่มที่ผ่านกระบวนการหมัก เช่น กะหล่ำปลีดอง (Sauerkraut) มิโซะ (Miso) คีเฟอร์ (Kefir) คอมบูชา (Kombucha) และขนมปังซาวร์โดว์ (Sourdough Bread) มักกล่าวถึงว่าเป็นแหล่งของจุลินทรีย์ที่มีชีวิต อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปยังไม่มีการตรวจวัดชนิด และปริมาณของจุลินทรีย์ในอาหารเหล่านี้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ต่อสุขภาพค่อนข้างจำกัด (22)

Image of the gut surrounded by sweets

น้ำตาลกับสุขภาพลำไส้

สื่อทั่วไปมักกล่าวว่า การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเป็นการให้อาหารแก่แบคทีเรียที่เป็นอันตรายในลำไส้ และทำให้เกิดปัญหาสุขภาพลำไส้ต่าง ๆ เช่น ท้องอืด ท้องเสีย และมีแก๊สในลำไส้มากเกินไป อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างเหล่านี้มักเป็นการอธิบายที่เรียบง่ายเกินไป และยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอสนับสนุนอย่างชัดเจน

แนวคิดที่ว่าน้ำตาลในอาหารเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในลำไส้ใหญ่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากในคนที่มีสุขภาพดี น้ำตาลส่วนใหญ่จะถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็ก (23) ในระหว่างกระบวนการย่อยอาหาร น้ำตาลจะถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ กลูโคส ฟรักโทส และกาแล็กโทส ก่อนจะถูกดูดซึมจากลำไส้ใหญ่เข้าสู้กระแสเลือด ดังนั้น น้ำตาลส่วนใหญ่ที่เราบริโภคจึงไม่เดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ และโดยทั่วไปไม่ได้เป็นแหล่งอาหารหลักของแบคทีเรียในลำไส้ แต่ชนิดและสัดส่วนของจุลินทรีย์ในลำไส้จะได้รับอิทธิพลจากใยอาหารและคาร์โบไฮเดรตชนิดต่าง ๆ ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เช่น แป้งทนการย่อยเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี การดูดซึมน้ำตาลบางชนิดในลำไส้เล็กอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิ เช่น ในผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับลำไส้บางชนิด หรือผู้ที่บริโภคน้ำตาลฟรักโทสในปริมาณมากเกินไปในครั้งเดียว (24, 25) เมื่อเกิดภาวะดังกล่าว น้ำตาลที่ไม่ถูกดูดซึมจะเคลื่อนผ่านไปยังลำไส้ใหญ่ ซึ่งแบคทีเรียในลำไส้จะย่อยสลายน้ำตาลเหล่านี้ และทำให้เกิดแก๊ส เช่น ไฮโดรเจน มีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์ ในบางคนแก๊สเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการผายลม ท้องอืด และไม่สบายท้อง นอกจากนี้ น้ำตาลที่ไม่ถูกดูดซึมยังดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ทำให้อุจจาระเหลวขึ้นและเคลื่อนผ่านลำไส้ได้เร็วขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่อาหารท้องเสีย (26)

น้ำตาลในอาหารจะเดินทางไปถึงลำไส้เมื่อใด?

ภาวะไม่ทนต่อน้ำตาลแลคโตส

แลคโตส (Lactose) เป็นน้ำตาลที่พบได้ตามธรรมชาติในนมและผลิตภัณฑ์จากนม โดยร่างกายจะใช้เอนไซม์ที่เรียกว่า แลคเตส (Lactase) ในการย่อยน้ำตาลชนิดนี้ หากร่างกายผลิตเอนไซม์แลคเตสได้ไม่เพียงพอ น้ำตาลแลคโตสจะไม่สามารถถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็กได้อย่างสมบูรณ์ และจะเคลื่อนที่ผ่านไปยังลำไส้ใหญ่ หากทำให้เกิดอาการผิดปกติ จะเรียกว่า ภาวะไม่ทนต่อน้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerance) ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติในบางคน เนื่องจากร่างกายร่างกายผลิตเอนไซม์แลคเตสลดลงหลังช่วงวัยเด็กตอนต้น ในบางกรณี ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เช่น หลังจากมีอาการกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ หรืออาจเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังและโรคเซลิแอค (Coeliac Disease) ซึ่งเป็นโรคที่ระบบคุ้มกันตอบสนองผิดปกติต่อกลูเตน นอกจากนี้ ในบางกรณีที่มีโอกาสพบได้น้อย เมื่อบางคนอาจมีความสามารถในการผลิตเอนไซม์แลคเตสน้อยมากหรือผลิตไม่ได้เลยตั้งแต่แรกเกิด อย่าไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะไม่ทนต่อน้ำตาลแลคโตสจำนวนมากยังสามมรถบริโภคแลคโตสในปริมาณเล็กน้อยได้โดยไม่เกิดอาหารผิดปกติ ดังนั้น จึงสามารถควบคุมอาการได้ด้วยการลดปริมาณอาหารที่มีแลคโตสแทนที่จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ทั้งหมด (27)

ภาวะการดูดซึมน้ำตาลฟรักโทสบกพร่อง

ฟรักโทส (Fructose) เป็นน้ำตาลที่พบได้ตามธรรมชาติในผลไม้และน้ำผลไม้ นอกจากนี้ ยังมีการเติมฟรักโทสที่ผ่านกระบวนการผลิตลงในอาหารและเครื่องดื่มบางชนิดเพื่อเพิ่มความหวาน โดยเฉพาในประเทศสหรัฐอเมริกา (25) ภาวะดูดซึมน้ำตาลบกพร่อง (Fructose Malabsorption) เกิดขึ้นเมื่อลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลฟรุกโทสได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ฟรักโทสบางส่วนเคลื่อนผ่านไปยังลำไส้ใหญ่ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าภาวะนี้มีแนวโน้มเกิดขึ้นได้มากขึ้นเมื่อบริโภคฟรักโทสในปริมาณมาก โดยเฉพาะเมื่ออาหารหรือเครื่องดื่มนั้นมีฟรักโทสในปริมาณมากกว่ากลูโคส 

อย่างไรก็ตาม กระบวนการดูดซึมฟรักโทสมีความซับซ้อนและยังไม่เป็นที่เข้าใจ ความสามารถในการดูดซึมฟรักโทสแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละบุคคล และอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การทำงานของลำไส้ความเร็วในการเคลื่อนผ่านของอาหารในระบบทางเดินอาหาร พฤติกรรมการรับประทานอาหารตามปกติ ปริมาณฟรักโทสที่บริโภค รวมถึงส่วนประกอบอื่น ๆ ในอาหาร เช่น กลูโคส ชอร์บิทอล และ ใยอาหาร

นอกจากนี้ อาการผิดปกติมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุดเมื่อบริโภคฟรักโทสในปริมาณที่มากเกินไปในครั้งเดียว มากกว่าการบริโภคฟรักโทสในปริมาณที่มากเกินไปในครั้งเดียวหรือมากกว่าการบริโภคในปริมาณปกติในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม การระบุปริมาณฟรักโทสที่ทำให้เกิดอาการยังมีความซับซ้อน เนื่องจากงานวิจัยหลายชิ้นใช้การให้ฟรักโทสในปริมาณสูงเพียงครั้งเดียว ซึ่งอาจะทำให้ผลลัพธ์ไม่สะท้อนถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ภาวะดูดซึมน้ำตาลฟรักโทสบกพร่องยังเป็นภาวะที่วินิจฉัยได้ให้แม่นยำได้ยาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาที่วินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยเฉพาะเมื่อพิจราณาร่วมกับรูปแบบการรับประทานอหารโดยรวม (24, 28, 29, 30, 31)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับโพลิออล

โพลิออล (Polyols) เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่เรียกอีกอย่างว่า น้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar lcohols) (33) แม้ว่าโพลิออลจะไม่ใช่น้ำตาลหรือแอลกอฮอล์โดยตรง เพียงแต่มีรสหวานและมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายคลึงกับทั้งสองชนิด ตัวอย่างของโพลิออล ได้แก่ ซอร์บิทอล (Sorbitol) แมนนิทอล (Mannitol) ไซลิทอล (Xylitol) อิริทริทอล (Erythritol) และมอลทิทอล (Maltitol) โพลิออลบางชนิดพบได้ตามธรรมชาติในผักและผลไม้ในปริมาณที่แตกต่างกัน เช่น ซอร์บิทอลในลูกพลัม อิริทริทอลในองุ่น และไซลิทอลในเห็ด นอกจากนี้ ยังมีการใช้โพลิออลเป็นสารให้ความหวานในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นหมากฝรั่งและขนมหวานปราศจากน้ำตาล รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีพลังงานต่ำ

โพลิออลหลายชนิดสามารถถูกดูดซึมได้เพียงเล็กน้อยในลำไส้เล็ก จึงทำให้โพลิออลที่ไม่สามรถดูดซึมได้เคลื่อนผ่านไปยังลำไส้ใหญ่ ซึ่งแบคทีเรียในลำไส้จะย่อยสลายสารเหล่านี้ และอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ท้องอืด ผายลม ไม่สบายท้อง และท้องเสีย

ในบางประเทศรวมถึงสหราชอาณาจักรและประเทศในสหภาพยุโรป กำหนดให้อาหารที่มีการเติมโพลิออล มากกว่า 10% ต้องแสดงคำเตือนบนฉากบรรจุภัณฑ์ว่า การบริโภคในปริมาณมากอาจมีฤทธิ์เป็นยาระบาย (34)

น้ำตาลในอาหารกับโรคลำไส้แปรปรวน

โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome หรือ IBS) เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น ผายลมบ่อย ปวดท้อง หรือปวดเกร็งท้อง ท้องอืด ท้องเสีย และท้องผูก แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้จะยังไม่เป็นที่เข้าใจ แต่พบว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอีกหลายปัจจัย เช่น ความเครียด การติดเชื้อในกระเพาะอาหาร และเส้นประสาทในลำไส้ที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ รวมถึงการเคลื่อนตัวของอาหารผ่านระบบทางเดินอาหารที่เร็วหรือช้าเกินไป ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่การปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารสามารถช่วยบรรเทาและควบคุมอาการได้ (35) 

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มีโรคลำไส้แปรปรวนบางคนอาจมีความไวต่อคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลแอลกอฮอล์บางชนิดที่เรียกรวมกันว่า ฟอดแมป (FODMAPs) ซึ่งย่อมาจาก Fermantble Oligosaccharides, Disaccharides, Monosaccharides and Polyols หรือกลุ่มคาร์โบไฮเดรตสายสั้นและน้ำตาลแอลกอฮอล์ที่สามารถถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ได้ หากสารเหล่านี้ถูกดูดซึมในลำไส้เล็กได้ไม่ดี จะเคลื่อนผ่านไปยังลำไส้ใหญ่และถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียผ่านกระบวนการหมัก ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารได้ การศึกษาพบว่า การรับประทานอาหารแบบฟอดแมปต่ำ (Low FODMAP diet) ซึ่งเป็นการจัดการอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตกลุ่มนี้ในปริมาณสูงเป็นการชั่วคราว เช่น ธัญพืช ผลไม้ ผัก ผลิตภัณฑ์จากนม และถั่วเมล็ดแห้งบางชนิด อาจช่วยบรรเทาอาการของผู้ที่มีโรคลำไส้แปรปรวนบางคนได้ หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ นำอาหารแต่ละชนิดกลับมารับประทานทีละอย่าง เพื่อประเมินว่าอาหารชนิดใดสามารถรับประทานได้โดยไม่กระตุ้นให้เกิดอาการ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการรับประทานอาหารรูปแบบนี้มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก และทำให้ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการหลายชนิด จึงควรปฏิบัติภายใต้การดูแลของนักกำหนดอาหารวิชาวิชาชีพเท่านั้น (36, 37, 38)

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Low- and no-calories sweeteners) กับสุขภาพลำไส้

ปัจจุบัน ผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสารให้ความหวานแทนน้ำตาลต่อไมโครไบโอมในลำไส้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน งานวิจัยในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับสารให้ความหวาน เช่น แอสปาร์แตม (Aspartame) ซูคราโลส (Sucralose) แซ็กคาริน (Saccharin) อะซีซัลเฟม-เค (Acesulfame-K) และโพลิออล (Polyols) พบความเชื่อมโยงบางประการ แต่ผลการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและมนุษย์ยังไม่สอดคล้องกัน โดยงานวิจัยบางส่วนพบว่าสารให้ความหวานเหล่านี้มีผลต่อแบคทีเรียในลำไส้เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีผลเลย ขณะที่งานวิจัยอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่าสารให้ความหวานบางชนิดอาจส่งผลต่อชนิดของจุลินทรีย์ในลำไส้ ความแตกต่างของผลการศึกษาเหล่านี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น รูปแบบการศึกษา ปริมาณสารให้ความหวานที่ใช้ รวมถึงปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น อาหารที่รับประทานและองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้ก่อนเริ่มการการศึกษา

Image of someone using a sweetener
ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าสารให้ความหวานส่งผลต่อสุขภาพลำไส้ของมนุษย์อย่างมีนัยยะสำคัญหรือไม่ รวมถึงยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับวิธีการที่เหมาะสมในการประเมินผลผลกระทบดังกล่าว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยในมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น โดยควรมีระยะเวลาการศึกษาที่ยาวนานขึ้น จำนวนผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มากขึ้น และใช้ปริมาณสารให้ความหวานที่ใกล้เคียงกับการบริโภคจริงในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น (39, 40)

ผลกระทบของน้ำตาลในอาหารต่อไมโครไบโอมในลำไส้

ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าน้ำตาลในอาหารเพียงอย่างเดียวส่งผลต่อไมโครไบโอมในลำไส้ เนื่องจากน้ำตาลส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมในลำไส้เล็ก และมีเพียงปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นที่จะเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ โดยทั่วไปหากน้ำตาลในอาหารเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่มักเกิดจากการบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่สูงมาก หรือมีภาวะสุขภาพบางอย่างที่ส่งผลให้การย่อยและดูดซึมน้ำตาลทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในทั้งสองกรณีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและสุขภาพก็อาจมีอิทธิพลต่อไมโครไบโอในลำไส้เช่นกัน

แม้ว่าน้ำตาลในอาหารบางส่วนจะเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ แต่น้ำตาลก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารที่เรารับประทาน ซึ่งโดยทั่วไปประกอบไปด้วยอาหารหลากหลายชนิด จึงเป็นเรื่องยากที่จะแยกและประเมินผลกระทบของน้ำตาล โดยเฉพาะต่อไมโครไบโอมในลำไส้ หรืออาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ในการศึกษาวิจัยในมนุษย์ (41)

Image of the gut surrounded by healthy food
โดยรวมแล้ว คุณภาพของอาหารที่รับประทานในแต่ละวันน่าจะมีความสำคัญต่อสุขภาพลำไส้มากกว่าการพิจารณาปริมาณน้ำตาลในอาหารเพียงอย่างเดียว ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการที่น่าเชื่อถือที่สุดในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า การรับประทานอาหารจากพืชที่หลากหลายอย่างสม่ำเสมอ มีส่วนช่วยส่งเสริมความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ (42)

นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงคือ ไมโครไบโอมในลำไส้สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงของอาหารที่รับประทาน โดยบางครั้งอาจเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน (43) จึงทำให้การสรุปผลจากงานวิจัยที่ศึกษาผลกระทบของสารอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารแต่ละชนิดต่อองค์ประกอบของไมโครไบโอมในลำไส้เป็นเรื่องที่ท้าทาย อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่อาจส่งผลต่อไมโครไบโอมในลำไส้ เช่น ความเครียด ระดับการออกกำลังกาย การนอนหลับ การเจ็บป่วย และการใช้ยา ซึ่งยิ่งทำให้การประเมินผลกระทบของอาหารแต่ละชนิดมีความซับซ้อนมากขึ้น

สุดท้ายนี้สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ปวดท้อง ปวดเกร็งท้อง หรือท้องเสีย ไม่ควรมองว่าน้ำตาลในอาหารเป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะสุขภาพอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ ดังนั้นหากมีอาการต่อเนื่องหรือเป็นอยู่ประจำควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินและหาสาเหตุที่แท้จริง

 

Image of fruit and yoghurt

สรุป

สุขภาพลำไส้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยเนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดที่เราบริโภคล้วนผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร องค์ประกอบต่าง ๆ ของอาหารจึงอาจมีส่วนส่งผลต่อชนิดสัดส่วนและความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมางานวิจัยเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพลำไส้จะมีการพัฒนาการอย่างรวดเร็วแต่การศึกษาในด้านนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการรับประทานอาหารโดยรวม โดยเฉพาะการรับประทานอาหารจากพืชที่อุดมไปด้วยใยอาหารหลากหลายชนิดมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมสุขภาพ และความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้มากกว่าการพิจารณาส่วนประกอบของอาหารเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น น้ำตาลในอาหาร

ทบทวนครั้งล่าสุด: มิถุนายน 2026

กำหนดทบทวนครั้งถัดไป: มิถุนายน 2029

อ้างอิง

1. NIDDK. Your Digestive System & How It Works. Available at: https://www.niddk.nih.gov/health-information/digestive-diseases/digestive-system-how-it-works

2. Kennedy MS and Chang EB. The microbiome: composition and locations. Progress in Molecular Biology and Translational Science. 2020;176:1–42.

3. Marchesi JR and Ravel J. The vocabulary of microbiome research: a proposal. Microbiome. 2015;3(31). 

4. Yang Y et al. Navigating the B vitamins: Dietary diversity, microbial synthesis, and human health. Cell Host & Microbe. 2024;32(1):12–8. 

5. Imbrescia K and Zbigniew Moszczynski (2023). Vitamin K. Available at: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK551578/&nbsp/

6. Mukhopadhya I, Louis P. Gut microbiota-derived short-chain fatty acids and their role in human health and disease. Nat Rev Microbiol. 2025;23(10):635-651. 

7. Xiong RG et al (2022). Health Benefits and Side Effects of Short-Chain Fatty Acids. Foods. 2022;11(18):2863.

8. Wiertsema SP et al. The Interplay between the Gut Microbiome and the Immune System in the Context of Infectious Diseases throughout Life and the Role of Nutrition in Optimizing Treatment Strategies. Nutrients. 2021;13(3):886.

9. Chen Y, Xu J and Chen Y. Regulation of neurotransmitters by the gut microbiota and effects on cognition in neurological disorders. Nutrients. 2021;13(6):2099.

10. Hou K et al. Microbiota in Health and Diseases. Signal Transduction and Targeted Therapy. 2022;7(135).

11. Zhang Y et al. Gut microbiota in health and disease: advances and future prospects. MedComm. 2024;5(12).

12. Rosenberg E. Diversity of bacteria within the human gut and its contribution to the functional unity of holobionts. NPJ Biofilms Microbiomes. 2024;10(1):134. 

13. Salvadori M and Rosso G. Update on the gut microbiome in health and diseases. World J Methodol. 2024;14(1):89196. 

14. Shanahan F, Ghosh TS and O’Toole PW. The Healthy Microbiome-What Is the Definition of a Healthy Gut Microbiome? Gastroenterology. 2021;160(2):483-94.

15. McBurney MI et al. Establishing What Constitutes a Healthy Human Gut Microbiome: State of the Science, Regulatory Considerations, and Future Directions. J Nutr. 2019;149(11):1882-95.

16. McBurney MI et al. Establishing What Constitutes a Healthy Human Gut Microbiome: State of the Science, Regulatory Considerations, and Future Directions. J Nutr. 2019;149(11):1882-95.

17. Wei L, et al. Gut microbiota dysbiosis in functional gastrointestinal disorders: Underpinning the symptoms and pathophysiology. JGH Open. 2021;5(9):976-987. 

18. British Nutrition Foundation. What is fibre? Available at: https://www.nutrition.org.uk/nutritional-information/fibre/

19. Li Z et al. Polyphenols and intestinal microorganisms: A review of their interactions and effects on human health. Food Bioscience. 2024;62:105220.

20. NHS. Constipation. Available at: https://www.nhs.uk/conditions/constipation/

21. Sato K et al. Sufficient Water Intake Maintains the Gut Microbiota and Immune Homeostasis and Promotes Pathogen Elimination. iScience. 2024;27(6):109903–3. 

22. BDA. Probiotics and gut health. Available at: https://www.bda.uk.com/resource/probiotics.html

23. Robayo–Torres C, Quezada–Calvillo R and Nichols B. Disaccharide Digestion: Clinical and Molecular Aspects. Clinical Gastroenterology and Hepatology, 2006; 4, 276-287.

24. Di Rienzi SC and Britton RA. Adaptation of the Gut Microbiota to Modern Dietary Sugars and Sweeteners. Adv Nutr. 2020;11(3):616-629.

25. Fernández-Bañares F. Carbohydrate Maldigestion and Intolerance. Nutrients. 2022;14(9):1923. 

26. Karnsakul W and Lifschitz C. Diarrheal (Diarrhoeal) Diseases. Encyclopedia of Food Sciences and Nutrition. 2003:1804–13. 

27. NHS. Lactose intolerance. Available at: https://www.nhs.uk/conditions/lactose-intolerance/

28. Benardout M et al. Fructose malabsorption: causes, diagnosis and treatment. British Journal of Nutrition. 2022;127(4):481-489. doi:10.1017/S0007114521001215

29. Ebert K and Witt H. Fructose malabsorption. Mol Cell Pediatr. 2016;3(1):10. 

30. Usai-Satta P et al. Hydrogen Breath Tests: Are They Really Useful in the Nutritional Management of Digestive Disease? Nutrients. 2021;13(3):974. 

31. Latulippe ME and Skoog SM. Fructose Malabsorption and Intolerance: Effects of Fructose with and without Simultaneous Glucose Ingestion. Critical Reviews in Food Science and Nutrition. 2011; 51(7), 583–592. 

32. Omer A and Quigley EMM. Carbohydrate Maldigestion and Malabsorption. Clin Gastroenterol Hepatol. 2018;16(8):1197-1199. 

33. European Association of Polyol Producers. Available at: https://polyols-eu.org/

34. European Association of Polyol Producers. Available at: https://polyols-eu.org/legislation/food/

35. NHS. What is IBS (Irritable Bowel Syndrome)? Available at: https://www.nhs.uk/conditions/irritable-bowel-syndrome-ibs/what-is-ibs/

36. Whelan K et al. (2018) The low FODMAP diet in the management of irritable bowel syndrome: an evidence-based review of FODMAP restriction, reintroduction and personalisation in clinical practice. J Hum Nutr Diet.31, 239–255.

37. Cuffe MS et al. Efficacy of dietary interventions in irritable bowel syndrome: a systematic review and network meta-analysis. Lancet Gastroenterol Hepatol. 2025;10(6):520-536.

38. Pouladi A et al. Impacts of the Long-Term Low-FODMAP Diet in Patients With Irritable Bowel Syndrome: A Systematic Review and Meta-Analysis. J Hum Nutr Diet. 2025;38(4):e70105.

39. Conz A et al. Effect of Non-Nutritive Sweeteners on the Gut Microbiota. Nutrients. 2023; 15(8):1869.

40. Gauthier E, Milagro FI and Navas-Carretero S. Effect of low-and non-calorie sweeteners on the gut microbiota: A review of clinical trials and cross-sectional studies. Nutrition. 2024;117:112237. 

41. Leeming ER et al. The complexities of the diet-microbiome relationship: advances and perspectives. Genome medicine. 2021;13(1):10.

42. McBurney MI et al. Establishing What Constitutes a Healthy Human Gut Microbiome: State of the Science, Regulatory Considerations, and Future Directions. J Nutr. 2019;149(11):1882-95.

43. David L et al. Diet rapidly and reproducibly alters the human gut microbiome. Nature. 2014;505(7484):559-63.

Disclaimer: The information on this page is for general information purposes only and should not be relied upon as medical, clinical or other professional advice. The WSRO is an international, member-based, not-for-profit organisation focused on the science of sugars and health. For more information about its members, please see our Members Directory.