Image depicting loss of brain

ภาวะสมองเสื่อมและน้ำตาล

เนื้อหานี้เขียนโดย จูเลียต เคลโลว์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (Registered Dietitian)

ภาวะสมองเสื่อมและน้ำตาล

ภาวะสมองเสื่อม

ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เป็นคำที่ใช้เรียก กลุ่มอาการ ที่เกิดจากการเสื่อมลงของการทำงานของสมองอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากความเสียหายของเซลล์สมอง

องค์กรอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่าในปี ค.ศ. 2021 มีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั่วโลกประมาณ 57 ล้านคน (1) และคาดว่าภายในปี ค.ศ. 2050 จำนวนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 153 ล้านคน (2) โดยมีการประมาณการไว้ว่าในปัจจุบันมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมรายใหม่เกิดขึ้น 1 รายทุก ๆ 3 วินาทีทั่วโลก (3) ภาวะสมองเสื่อมเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 7 ของโลก และพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทั้งในแง่ของจำนวนผู้มีภาวะสมองเสื่อมและผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย (1)

แม้ว่าภาวะสมองเสื่อมจะไม่ใช่โรคโดยตรง แต่โดยทั่วไปมักเกิดจากโรคที่เป็นสาเหตุพื้นฐาน ซึ่งทำให้เซลล์สมองเสียหายและส่งผลให้การทำงานของสมองบกพร่อง แม้ว่าภาวะสมองเสื่อมจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ไม่ได้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการสูงวัยตามธรรมชาติ เนื่องจากอาการสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ (4) 

อาการของภาวะสมองเสื่อมอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคและบริเวณของสมองที่ได้รับผลกระทบ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ความจำเสื่อม ความยากลำบากในการสื่อสาร ความสับสน การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและบุคลิกภาพ และความบกพร่องในการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความสามารถทางสมองในชีวิตประจำวัน โดยอาการเหล่านี้ไม่สามารถย้อนกลับได้ มักมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

Older man doing a puzzle

สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดสองประการของภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือด

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม ประมาณ 60-70% ของผู้ป่วยทั่วโลก (1) โรคนี้เกิดจากการสะสมของโปรตีน สองชนิดในสมอง ได้แก่ อะไมลอยด์ (Amyloid) และเทา (Tau) ที่รวมตัวกันเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า คราบพลัค (Plaques) และเส้นใยพันกัน (Tangles) จึงส่งผลให้เซลล์สมองได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ยังพบว่าระดับของ สารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ในสมองลดลงจึงทำให้การสื่อสารและการส่งสัญญาณระหว่างสมองบกพร่อง (5)

ภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือด (Vascular dementia) เกิดขึ้นเมื่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง ทำให้เซลล์สมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลให้เซลล์สมองทำงานผิดปกติและเสียชีวิต ภาวะนี้เกิดเกิดจากหลอดเลือดในสมองได้รับความเสียหายหรือเกิดจากการอุดตัน ซึ่งมักเป็นผลจากโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ระดับคอเลสเตอรอลสูง โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ (6)

ปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม

งานวิจัยจากคณะกรรมาธิการด้านภาวะสมองเสื่อมของวารสาร The Lancet (Lancet Commission on Dementia) ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ ระบุไว้ว่า เกือบครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 45% ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั่วโลก อาจสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคได้ หากสามารถจัดการและลดปัจจัยเสี่ยงทั้ง 14 ประการได้ซึ่งปัจจัยสิ่งเหล่านี้ได้แก่:

  • การได้รับการศึกษาน้อย

●    ระดับคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลหรือเตอรชนิดไม่ดีสูง
●    ภาวะซึมเศร้า
●    การบาดเจ็บที่สมองจากอุบัติอุบัติเหตุ
●    การขาดการออกกำลังกาย
●    โรคเบาหวาน
●    การสูบบุหรี่
●    ความดันโลหิตสูง
●    โรคอ้วน
●    การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปมาก

  • การแยกตัวจากสังคม
  • มลพิษทางอากาศ
  • การสูญเสียการมองเห็น

คณะกรรมาธิการด้านภาวะสมองเสื่อมของวารสาร The Lancet ได้ทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอาหารและภาวะสมองเสื่อม และได้ข้อสรุปว่ายังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะระบุว่า อาหาร สารอาหาร หรือรูปแบบการรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม

อย่างไรก็ตาม อาหารอาจมีบทบาทในการลดหรือเพิ่มความเสี่ยงของปัจจัยเสี่ยงทั้ง 4 ประการไ ด้แก่ ระดับคอเลสเตอรอลชนิด  LDL สูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้คิดเป็น 12% ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด (7) ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าอาหารอาจส่งผลต่อความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมทางอ้อม ผ่านผลกระทบที่มีต่อภาวะสุขภาพเหล่านี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะสุขภาพดังกล่าวและความสัมพันธ์กับน้ำน้ำตาลในอาหารโปรดดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องด้านล่าง

โรคหัวใจและน้ำตาล 

โรคเบาหวานและน้ำตาล 

โรคอ้วนและน้ำตาล 

น้ำตาลในอาหารกับความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม

แม้ว่าคณะกรรมาธิการด้านภาวะสมองเสื่อมของวารสาร The Lancet จะสรุปว่าไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าสารอาหาร อาหาร หรือรูปแบบการรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม แต่การการศึกษาขนาดใหญ่หลายชิ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้รายงานความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะสมองเสื่อม (8, 9, 10, 11)

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหล่านี้ทั้งหมดเป็นการศึกษาแบบกลุ่มประชากรไปข้างหน้า (Prospective cohort studies) ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงสังเกต (Observational research) ดังนั้น จะพบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทั้ง 2 แต่ ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงเป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม นอกจากนี้การศึกษาดังกล่าวยังใช้ข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน คือ UK Biobank แทนที่จะเป็นหลักฐานอิสระ 4 ชิ้นที่สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคน้ำตาลสูงกับความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม ผลการศึกษาจึงเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลชุดเดียวกันในหลายรูปแบบที่ให้ผลสอดคล้องกัน

นอกเหนือจากรายงานของคณะกรรมาธิการด้านภาวะสมองเสื่อมของวารสาร The Lancet แล้ว องค์กรอนามัยโลก (WHO) ยังได้จัดทำแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงของการเสื่อมถอยด้านการรู้คิดและภาวะสมองเสื่อม (12) ซึ่งมีข้อแนะนำด้านโภชนาการหลายประการแต่ไม่มีข้อแนะนำใดที่กล่าวถึงน้ำตาลโดยเฉพาะตัวแนวทางดังกล่าวประกอบด้วย

●    แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสมดุลย์ตามแนวทางการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพของ WHO
●    แนะนำการรับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนสำหรับผู้ใหญ่ที่มีการทำงานด้านการรู้คิดปกติ และผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment)
●    ไม่แนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินบี วิตามินอี กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polysaturated fatty acids) หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรวมหลายชนิด (Multi-complex supplements) เพื่อป้องกันการเสื่อมถอยด้านการรู้คิดและ/หรือภาวะสมองเสื่อม เนื่องจากยังมีหลักหลักฐานไม่เพียงพอที่จะ สนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้
 

บทบาทของน้ำตาลในอาหารในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม

คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย เนื่องจากสมองอาศัย กลูโคส เป็นแหล่งพลังงานหลัก สมองจำเป็นต้องได้รับกลูโคสจากกระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยคงไว้ซึ่งการทำงานของสมองตามปกติ (13) กลูโคสเกิดจากการย่อยคาร์โบไฮเดรต ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และลำเลียงไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย รวมถึงเซลล์สมองเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานหรือเก็บสะสมไว้ใช้ในภายหลัง ด้วยเหตุนี้อาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตจึงเป็นส่วนสำคัญของอาหารเพื่อสุขภาพที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองให้เป็นปกติ (14) แล้วผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมสมองอาจมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่น้อยลง (15) ซึ่งทำให้ต้องรับกลูโคสอย่างเพียงพอเพื่อช่วยลดการเสื่อมถอยของการทำงานด้านการรู้ที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม

อาการของภาวะสมองเสื่อมอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดื่มน้ำ ทำให้ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมได้รับพลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอ รวมถึงการดื่มน้ำที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้สุขภาพโดยรวมแย่ลง คุณภาพชีวิตลดลง และส่งผลให้การทำงานด้านการรู้คิดเสื่อมลงมากขึ้น จึงทำให้อาการของภาวะสมองเสื่อมรุนแรงขึ้น (16)

การลดลงของน้ำหนักตัวเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม (16) และงานวิจัยพบว่า 27% ของผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมที่อาศัยอยู่ในสถานดูแลระยะยาวมีภาวะทุพโภชนาการ และอีก 57% มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทุพโภชนาการ (17) นอกจากนี้ภาวะขาดน้ำก็พบได้บ่อยเช่นกัน และอาจทำให้เกิดความสับสน ความจำบกพร่อง และสมาธิลดลง ซึ่งทำให้อาการภาวะสมองเสื่อมรุนแรงขึ้น (18)

ด้วยเหตุนี้การได้รับอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอและอุดมไปด้วยสารอาหาร ควบคู่กับ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ และการดูแลสุขอนามัยในช่องปากที่ดี จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม

Display of bakery items

บทบาทของน้ำตาลในอาหารต่อภาวะสมองเสื่อม

น้ำตาลจากแหล่งอาหารทุกชนิดสามารถมีบทบาทที่เป็นประโยชน์ได้ โดยช่วยเพิ่มพลังงานให้กับอาหาร โดยเฉพาะเมื่อเป็นส่วนประกอบของอาหารและเครื่องดื่มที่อุดมด้วยสารอาหาร และถูกบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มีประโยชน์และสมดุล นอกจากนี้รสหวานยังช่วยเพิ่มความน่ารับประทาน และความอร่อยของอาหาร และเครื่องดื่ม โดยเฉพาะในผู้สูญเสียการรับรู้กลิ่น การรับรส หรือความอยากอาหาร ซึ่งล้วนเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม

อาหารรสหวานอาจเชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีตและช่วยกระตุ้นความทรงจำเชิงบวกได้ หลักฐานทางวิชาการชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมจำนวนมากมีความชื่นชอบอาหารรสหวานเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การศึกษาในผู้ป่วยอัลไซเมอร์พบว่า 5-39% ของผู้ป่วยมีความชอบอาหารรสหวาน (19) แม้ว่าสาเหตุของปรากฏการณ์นี้จะยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน แต่การเปลี่ยนแปลงของการรับรู้รสชาติอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการศึกษาขนาดเล็กบางชิ้นเสนอว่า การรับรู้รสหวานอาจเป็นความสามารถในการรับรสที่เสื่อมลงเป็นลำดับสุดท้าย (20) จึงทำให้รสหวานยังคงรับรู้ได้ง่ายและให้ความพึงพอใจมากกว่ารสชาติอื่น อีกสมมุติฐานหนึ่งเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบการให้รางวัล (Reward system) ในสมอง อาจทำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมชื่นชอบอาหารรสหวานมากขึ้น (21) นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอว่าความชอบรสหวานอาจเป็นกลไกชดใช้ของร่างกายเพื่อเพิ่มการส่งกลูโคสไปยังสมอง อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานนี้ค่อนข้างจำกัด

Tการจัดอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้มีภาวะสมองเสื่อมชื่นชอบและต้องการที่จะรับประทานถือเป็นส่วนสำคัญที่ควรคำนึงถึง ซึ่งเป็นการดูแลผู้ป่วยภายใต้แนวทางของ Nutrition and Hydration in Dementia สมาคมโภชนาการคลินิกและเมแทบอลึซึมแห่งยุโรป (European Society for Clinicla Nutrition and Metabolism;ESPEN) ที่แนะนำว่าควรมีการประเมินและคำนึงถึง พฤติกรรม ความชอบ ความสามารถ และนิสัย ในการรับประทานอาหาร และการดื่มของแต่ละบุคคลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (16)

ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานว่าการงดอาหารและเครื่องดื่มรสหวานสามารถชะลอการดำเนินของภาวะสมองเสื่อมได้ นอกจากนี้แนวทางของ Clinical Nutrition and Hydration in Geriatics ของ ESPEN ยังระบุไว้ว่าการจำกัดอาหารที่ทำให้ได้รับอาหารน้อยลงอาจก่อให้เกิดผลเสียและควรหลีกเลี่ยง (22) แนวทางดังกล่าวยังแนะนำให้จัดหาเครื่องดื่มที่หลากหลายตามความชอบของแต่ละบุคคล 

เพื่อช่วยส่งเสริมการได้รับน้ำอย่างเพียงพอและเพิ่มความเพลิดเพลินในการดื่ม โดยอาจรวมถึง ชา กาแฟ และเครื่องดื่มรสหวาน เช่น น้ำปรุงแต่งรส (Flavoured water) น้ำอัดลม เครื่องดื่มกีฬา น้ำผลไม้ และสมูตตี้

ควรให้ความสำคัญกับ การดูแลสุขอนามัยในช่องปาก สำหรับผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมทุกคน และสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่วมด้วย ควรได้รับคำแนะนำด้านโภชนาการที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล อย่างไรก็ตามในบางกรณีอาหารและเครื่องดื่มที่อุดมด้วยสารอาหารและมีการเติมน้ำตาล อาจช่วยส่งเสริมให้ผู้ดีภาวะสมองเสื่อมรับประทานอาหารและเครื่องดื่มได้มากขึ้น

อาหารคีโต (Keto Diet) มีประโยชน์ต่อภาวะสมองเสื่อมหรือไม่?

อาหารคีโตเจนิค (Ketogenic Diet) หรือ “คีโตไดเอท” เป็นรูปแบบการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 20-50 กรัมต่อวัน (23) ร่วมกับการบริโภคไขมันในปริมาณสูง อาหารรูปแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนการเผาผลาญพลังงานของร่างกายจากการใช้ กลูโคส ที่แหล่งพลังงานหลัก ไปเป็นการใช้ไขมัน ซึ่งทำให้ร่างกายสร้าง คีโตน (Ketones) ที่สมองสามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานได้ ในระยะเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อมมีการพบว่าการเผาผลาญของกลูโคสในสมองมีอาการบกพร่อง (15) จึงทำให้เกิดความสนใจในการใช้อาหารคีโตและแนวทางอื่น ๆ ที่จะกระตุ้นการสร้างคีโตน เพื่อเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกสำหรับเซลล์สมอง

มีการศึกษาทางคลินิกขนาดเล็กหลายฉบับและการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Reviews) ที่ประเมินผลของการแทรกแซงแบบคีโตเจนนิคในผู้ป่วยที่มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย (Mild Cognitie Impairment; MCI) หรือโรคอัลไซเมอร์ อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีอยู่ยังมีจำกัดและผลการศึกษายังไม่สอดคล้องกัน

ด้วยเหตุนี้แนวทาง Nutrition and Hydration in Dementia ของสมาคมโภชนาการคลินิกและเมแทบอลิซึมซึมแห่งยุโรป (European Society for Clinical Nutrition and Metabolism; ESPEN) จึงสรุปว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะแนะนำการใช้แนวทางครีโตเจนิคเพื่อปรับปรุงการทำงานด้านการรู้คิดหรือป้องกันการเสื่อมถอยของการทำงานด้านการรู้คิดเพิ่มเติม นอกจากนี้แนวทางดังกล่าวยัง ระบุว่าอาหารคีโตอาจจำกัดความหลากหลายของอาหารที่รับประทานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทุพโภชนาการในผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม (16)

Magnifying glass

สรุป

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ยังไม่แสดงให้เห็นว่าการบริโภคน้ำตาลเป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม ในขณะนี้หลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมคือของคณะกรรมาธิการด้านภาวะสมองเสื่อมของวารสาร The Lancet (Lancet Commision on Dementia) ซึ่งยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในประชากรที่มีความหลากหลายมากขึ้น

ทบทวนครั้งล่าสุด: มีนาคม 2026

กำหนดทบทวนครั้งถัดไป: มีนาคม 2029

การอ้างอิง

1. World Health Organization. Dementia Key Facts. Available at: https://www.who.int/en/news-room/fact-sheets/detail/dementia

2. Dementia Forecasting Collaborators. Estimation of the Global Prevalence of Dementia in 2019 and Forecasted Prevalence in 2050: an Analysis for the Global Burden of Disease Study 2019. Lancet Public Health. 2022;7(2):E105-E125.

3. Alzheimer’s Disease International. Dementia statistics. Available at: https://www.alzint.org/about/dementia-facts-figures/dementia-statistics/

4. Dementia UK. What is dementia? Available at: https://www.dementiauk.org/information-and-support/about-dementia/what-is-dementia/

5. Alzheimer’s Society. What is Alzheimer’s disease? Available at: https://www.alzheimers.org.uk/about-dementia/types-dementia/alzheimers-disease

6. Dementia UK. What is vascular dementia? Symptoms, causes and treatment. Available at: https://www.dementiauk.org/information-and-support/types-of-dementia/vascular-dementia/

7. The Lancet. Risk factors for dementia. 2024. Available at: https://www.thelancet.com/infographics-do/dementia-risk

8. An, Y et al. Dietary sugar intake, genetic susceptibility, and risk of dementia: A prospective cohort study. The J Prev Alzheimers Dis. 2025;12(9):100312. 

9. Che, Y, et al. Association of sugar intake with incident dementia in the UK Biobank: a prospective cohort study. J Prev Alzheimers Dis. 2025;12(9):100311.

10. Zhang, S et al. Associations of sugar intake, high-sugar dietary pattern, and the risk of dementia: a prospective cohort study of 210,832 participants. BMC Med. 2024;22:298. 

11. Schaefer, S M et al. Association of sugar intake from different sources with incident dementia in the prospective cohort of UK Biobank participants. Nutr J. 2023;22(1):42. 

12. World Health Organization. Risk Reduction of Cognitive Decline and Dementia. WHO Guidelines. 2019. Available at: https://iris.who.int/server/api/core/bitstreams/8fc586d7-b864-42eb-9274-95462496b328/content

13. Mergenthaler, P et al. Sugar for the brain: the role of glucose in physiological and pathological brain function. Trends Neurosci. 2013;36(10):587. 

14. European Commission. EU Register of Health Claims. Available at: https://food.ec.europa.eu/food-safety/labelling-and-nutrition/nutrition-and-health-claims/eu-register-health-claims_en

15. Na, D et al. Energy Metabolism and Brain Aging: Strategies to Delay Neuronal Degeneration. Cell Mol Neurobiol. 2025;45(38). 

16. Volkert, D et al. ESPEN guideline on nutrition and hydration in dementia – Update 2024. Clin Nutr. 2024;43(6):1599.

17. Perry, E et al. Prevalence of malnutrition in people with dementia in long-term care: a systematic review and meta-analysis. Nutrients. 2023;15 (13):2927. 

18. Aslan Kirazoglu, D et al. The relationship between dehydration and etiologic subtypes of major neurocognitive disorder in older patients. Eur Geriatr Med. 2024;15(4):1159-1168.

19. Cipriani G, et al. Eating Behaviors and Dietary Changes in Patients With Dementia. Am J Alzheimers Dis Other Demen. 2016;31(8):706. 

20. Sakai M, et al. Gustatory Dysfunction as an Early Symptom of Semantic Dementia. Dement Geriatr Cogn Dis Extra. 2017;7(3):395-405.

21. Perry DC, et al. Anatomical correlates of reward-seeking behaviours in behavioural variant frontotemporal dementia. Brain. 2014;137(Pt 6):1621-6. 

22. Volkert D, et al. ESPEN guideline on clinical nutrition and hydration in geriatrics. Clin Nutr. 2019;38(1):10. 

23. Scientific Advisory Committee on Nutrition/Diabetes UK. Lower carbohydrate diets for adults with type 2 diabetes. 2021. Available at: https://assets.publishing.service.gov.uk/media/612f9de2e90e070418e4af32/SACN_report_on_lower_carbohydrate_diets_for_type_2_diabetes.pdf